โดย อ.วรชาติ มีชูบท

บทความปัจจุบัน | บทความย้อนหลัง : ตอนที่ - ๒๐ | ๒๑ - ๔๐ | ๔๑ - ๖๐ | ๖๑ - ๘๐ | ๘๑ - ๑๐๐ | ๑๐๑ - ๑๒๐ | ๑๒๑ - ๑๔๐ |

| ๑๔๐ - ๑๖๐ | ๑๖๑ - ๑๘๐ | ๑๘๑ - ๒๐๐ | ๒๐๑ - ๒๒๐ | ๒๒๑ - ๒๔๐ | ๒๔๑ - ๒๖๐ |

ก่อนหน้า  |  ๗๑  |  ๗๒  |  ๗๓  |  ๗๔  |  ๗๕  |  ๗๖  |  ๗๗  |  ๗๘  |  ๗๙  |  ๘๐  |  ถัดไป  |

 

๗๔. การประลองยุทธ์เสือป่าและลูกเสือ ()

 

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงเครื่องเต็มยศ นายพลเสือป่า กรมเสือป่าม้าหลวงรักษาพระองค์

 

 

          ทั้งยังได้มีพระราชวิจารณ์เรื่องการซ้อมรบในคราวนั้นไว้ด้วยว่า "กองทัพฝ่าย "เหลือง" คือกองมณฑลกรุงเทพฯ เสียเปรียบกองทัพฝ่าย "แดง" คือพวกเสือป่ารักษาพระองค์เปนอันมาก”  [] ที่เสียเปรียบกันมากเช่นนั้นเป็นเพราะสมาชิกกองรักษาพระองค์ซึ่งเป็นฝ่ายแดงได้ฝึกหัดและซ้อมอยู่มาก มีความชำนาญกว่าสมาชิกฝ่ายเหลืองมาก

 

          "ข้อนี้เปนพยานดียิ่งกว่าสิ่งอื่น อันจะเปนเครื่องแสดงให้ปรากฏชัดอยู่ ๒ ประการ คือ

 

          ๑. ผู้ที่ไม่ได้ฝึกซ้อมและรู้วิธียุทธ์อยู่บ้างแล้ว จะหวังสู้ผู้ที่ได้ฝึกซ้อมและรู้วิธีไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนคนมาก และคนทุกๆ คนจะมีความเต็มใจยอมสละชีวิตร์ ก็ไม่สามารถเอาชนะแก่ผู้ที่ได้ฝึกซ้อมแล้วได้ไม่ แม้แต่เสือป่าต่อเสือป่า ซึ่งเปนพลเรือนด้วยกันยังแพ้เปรียบกันได้เปนหนักหนา เพราะฉนั้น

 

          ๒. การเกณฑ์ชายฉกรรจ์มาฝึกหัดไว้ให้สามารถป้องกันบ้านเมืองเตรียมฝึกซ้อมไว้แต่ในเวลาที่บ้านเมืองยังราบคาบอยู่บัดนี้ เปนการจำเปนโดยแท้"  []

 

          นอกจากการซ้อมรบใหญ่ประจำปีที่พระราชวังสนามจันทร์และท้องทุ่งจังหวัดราชบุรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสือป่าในหัวเมืองหมุนเวียนกันมาฝึกซ้อมร่วมกับเสือป่ากองเสนาหลวงรักษาพระองค์และกองเสนารักษาดินแดนกรุงเทพฯ แล้ว เวลาเสด็จพระราชดำเนินเลียบหัวเมืองมณฑลที่ห่างไกล ก็โปรดเกล้าฯ ให้เสือป่าในพื้นที่จัดการซ้อมรบถวายทอดพระเนตรตามควรแก่โอกาส ดังที่ "สักขี" ได้บันทึกไว้ใน "จดหมายเหตุระยะทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ ตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ถึงวันที่ ๕ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘" ว่า

 

          "คืนวันนี้  [] กรมเสือป่ามณฑลนครศรีธรรมราช แลกรมเสือป่ามณฑลปัตตานีซึ่งยกมาสมทบ ได้ยกกองออกตั้งชุมพลเพื่อซ้อมรบถวายทอดพระเนตร ได้แบ่งกองร้อยที่ ๑ รักษาพระองค์ กองร้อยที่ ๓ นครศรีธรรมราช กองร้อยที่ ๒ มณฑลปัตตานี เปนกองฝ่ายสีดินแดง อยู่ในบังคับบัญชา นายหมวดโท พระพินัยนิติศาสตร์ราชสภาบดี  [] ผู้นำทัพฝ่ายหนึ่ง กองร้อยที่ ๒ แลที่ ๔ มณฑลนครศรีธรรมราชกับกองร้อยที่ ๑ มณฑลปัตตานีเปนฝ่ายสีน้ำเงิน นายหมวดโท พระปัตนบุรีศรีสมุทเขตร์  [] เปนผู้นำทัพอีกฝ่ายหนึ่ง เขตร์สนามซ้อมรบกำหนดตั้งแต่แหลมทรายไปถึงตำบลน้ำกระจาย กองฝ่ายสีดินแดงตั้งรับ กองฝ่ายสีน้ำเงินเปนกองรุก กองฝ่ายสีน้ำเงินได้ขึ้นรถไฟไปที่สถานีน้ำกระจาย ตั้งแต่เวลาดึกคืนวันที่ ๑๔ มิถุนายนนี้ แล้วยกเดินเข้ามาที่ตำบลบ้านกระดาน นายกองเอก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์  [] ทรงเปนผู้อำนวยการซ้อมรบ นายกองเอก พระยาราชมานู  [] แลผู้อื่นเปน กรรมการฝ่ายหนึ่ง นายกองโท เจ้าหมื่นไวยวรนารถ [] แลผู้อื่นเปนกรรมการอีกฝ่ายหนึ่ง

 

          วันอังคารที่ ๑๕ มิถุนายน เวลาย่ำรุ่ง กองฝ่ายสีดินแดงยกเดินไปตั้งในบริเวณทิศใต้แห่งคลองสำโรง แล้วเริ่มกระทำการสอดแนมแลต่อสู้กันต่อไป

 

          เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องสนามเสือป่า เสด็จพระราชดำเนินด้วยรถยนต์พระที่นั่งออกถนนสะเดา เลี้ยวถนนสุขุมถนนรามวิถี ไปทางถนนไทรบุรีประทับที่สถานีวิทยุโทรเลข อยู่ทิศใต้คลองสำโรง มีกระโจม (เตนต์) น่าเรือนนายเรือโท แป๊ะ ผู้บังคับการสถานีวิทยุโทรเลข เปนที่ประทับอย่างแรมในสนาม ทรงรับรายงานต่างๆ ในการดำเนินแห่งการซ้อมรบ เวลา ๗ ทุ่มเศษได้ยินเสียงปืนเสือป่าทั้ง ๒ ฝ่ายยิงต่อสู้กัน เสียงปืนกระทบเขามีกังวานเปน ๒ ซ้ำ เสียงกังวาลจากภูเขาดังก้องกว่าเสียงทีแรก

 

          วันพุฒที่ ๑๖ มิถุนายน เวลาย่ำรุ่ง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแนวรบ ประทับที่สนามแยกคลองสำโรง ระหว่างถนนไปเมืองไทรบุรีทางอำเภอเหนือ  [] และถนนไปเมืองปัตตานี ทางอำเภอจะนะกับถนนเข้าเมืองสงขลา

 

          การซ้อมรบวันนี้ นับได้ว่าเปนที่น่าดูน่าชมยิ่งนัก นอกจากเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อคืนนี้มา คือการปล่อยกองลาดตระเวณของฝ่ายสีน้ำเงินออกมายั่วแนวยามข้างฝ่ายสีดินแดงเปนต้น ครั้นต่อมาตอนเช้าก็ได้เห็นกองฝ่ายสีดินแดงขยายกำลังออกตามแนวคลองสำโรงตลอดลำคลอง ในระหว่างสพานรถไฟกับสพานถนนที่จะแยกไปเมืองไทรบุรีแลแยกไปอำเภอจะนะนั้น การขยายแถวของฝ่ายสีดินแดงเปนที่น่าชมอย่างยิ่ง คือ

 

          ข้อ ๑ ขยายแนวแลระยะไม่ห่างไม่ถี่เกินไป สมควรกับภูมิประเทศ

 

          ข้อ ๒ กองหนุนก็หนุนอยู่ในระยะอันสมควรและอยู่เปนหมู่เปนกองไม่กระจัดกระจาย ถึงแม้ว่าข้าศึกจะฮึกเหิมเข้ามาทางใดก็สามารถจะออกไปช่วยแนวรบได้ทันที

 

          ข้อ ๓ ทั้งภูมิประเทศที่เลือกซุ่มซ่อนอยู่นั้น ก็เปนการมิดชิดสำหรับข้าศึกมิอาจที่จะแลเห็นได้ แต่ไม่มิดชิดเกินไปสำหรับผู้ที่ซ่อนอยู่นั้นจะออกไปช่วยแนวรบได้ ส่วนการส่งกระสุนหนุนก็เปนที่น่าดูยิ่งนัก ผู้บังคับบัญชาได้สั่งจ่ายโดยทั่วถึงมิได้บกพร่อง แลทั้งผู้ที่ได้ส่งกระสุนอยู่ที่แนวรบนั้นก็ได้ระมัดระวังตัวอย่างดีที่สุด มิอาจที่จะเกิดอันตรายจากข้าศึกได้ ส่วนการระวังปีกของสีดินแดงนั้นมิได้จัดกองระวังเลย เพราะเหตุว่าข้าศึกมิอาจที่จะจู่โจมเอาปีกได้ทั้ง ๒ ข้าง เพราะถ้าจะข้ามมาตีปีกก็ต้องข้ามคลองมาโดยแลเห็นได้ถนัด มิฉนั้นก็ต้องข้ามสพานใดสพานหนึ่งในสองสพานที่ได้กล่าวแล้วนั้น ส่วนสพาน ๒ สพานนี้ผู้นำทัพฝ่ายสีดินแดงได้ออกคำสั่งเปนมั่นคงว่า ถ้าแม้ข้าศึกบุกรุกเข้ามาทางสพานใดสพาน ๑ ก็ให้ระเบิดสพานนั้นเสียทันที เพราะฉนั้นจึ่งเปนที่ไว้ใจได้แน่นอนว่าข้าศึกจะยกมาตีปีกได้โดยยาก จึ่งมิได้จัดกองระวังปีกตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ได้จัดหมู่คอยเหตุตรวจตราอยู่เสมอ ถ้าแม้ข้าศึกส่งกำลังหนาแน่นมาทางใด ก็อาจที่จะส่งอาณัติสัญญาและแจ้งเหตุการณ์นั้นๆ มาถึงกองหนุนได้โดยทันที ครั้นเวลาประมาณโมง ๑๕ นาที ข้างฝ่ายสีน้ำเงินได้ส่งกองลาดตระเวนน่าออกมาสืบกิริยาอาการของข้าศึก ครั้นได้พบกับยามคอยเหตุของฝ่ายสีดินแดงที่ส่งออกไปอยู่น่าแนวรบนั้น ก็ได้ขับไล่ยามนั้นหลบหนีเข้ามาหลังแนวรบ แลยามนั้นได้แจ้งเหตุการณ์แก่ผู้นำทัพให้ทราบว่า ข้าศึกได้ยกมาด้านน่าของแนวรบ ผู้นำทัพจึงได้มีเวลาสั่งการให้เตรียมตัวพร้อมทั่วถึงกัน ครั้นกองลาดตระเวณน่าฝ่ายสีน้ำเงินได้ขับไล่ยามไปแล้วนั้น จึงได้ขยายแนวออกยิงระดมเข้ามาตามแนวคลอง เพื่อทดลองกำลังของข้าศึกว่ามีกำลังหนาแน่นเพียงไร ตอนนี้ข้างฝ่ายสีดินแดงออกจะขาดความระวังระไวไปสักหน่อย แต่เห็นจะเปนความผิดอยู่ที่ผู้น้อย คือได้ขยายกำลังให้ข้าศึกรู้ได้ตลอดแนว คือการยิงปืนตลอดแนวรบ ซึ่งทำให้ข้าศึกทราบกำลังได้โดยชัดเจนว่ามีมากน้องเพียงไร แต่ต่อนั้นมาผู้บังคับบัญชาก็ได้ระวังระไวโดยกวดขัน คือให้ยิงเฉภาะแต่ที่แลเห็นข้าศึก ต่อนั้นมาก็เปนการเรียบร้อยดี ข้างสีน้ำเงินก็ได้รุกเข้ามาเปนลำดับ พอได้ที่มั่นคันนาพอสมควรจึงได้ยึดไว้ และได้สั่งให้คนไปแจ้งแก่กองใหญ่ ให้ทราบว่าข้าศึกขยายกำลังอยู่ตามแนวคลองตลอด กองใหญ่จึ่งได้เลื่อนขึ้นมาใกล้ข้าศึกเข้าอีกประมาณ ๒๐ เส้น กับได้ส่งกองช่วยประมาณ ๒ หมวดขึ้นมาสมทบกองลาดตระเวนน่า เพื่อลวงข้าศึกว่าจะหักโหมเข้าบุกรุกทางด้านน่า ครั้นข้างฝ่ายสีดินแดงเห็นกองช่วยยกหนุนขึ้นมาสมทบก็ได้ยิงตลอดแนวรบอีกเรื่อยๆ ไป ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้ยิงโต้ตอบกันเปนสามารถ ข้างฝ่ายสีน้ำเงินได้ส่งพลเสือป่าคน ๑ ให้ลงไปหยั่งน้ำในคลองน่าแนวรบว่า จะตื้นลึกเพียงไร ตอนนี้เข้าใจว่าจะ เปนกลศึก คือ ประสงค์จะให้ฝ่ายสีดินแดงเข้าใจว่ากองใหญ่จะยกข้ามคลองมาทางนั้น ในระหว่างที่ส่งคนไปหยั่งน้ำนั้นกองใหญ่ได้เลื่อนกองมาทางทิศเหนือ คือทางด้านขวาของตัวเอง หวังจะข้ามคลองเข้าโจมตีข้าศึกทางปีกซ้าย แต่ข้างฝ่ายสีดินแดงรู้ท่วงที ได้ส่งเสือป่า ๒ หมวดจากกองหนุนใหญ่ไประวังทางด้านปีกซ้ายเปนสามารถ ครั้นเวลาประมาณ ๒ โมงเช้า ข้างฝ่ายสีน้ำเงินจึงได้ยกกองใหญ่ข้ามคลองบุกรุกเข้าประจัญบาน หมวดนำ ๑ หมวดได้ข้ามคลองขึ้นไปได้ ข้างฝ่ายสีดินดงได้ยิงระดมต้านทานอยู่ หมวดนำที่ได้ขึ้นไปได้นั้น กรรมการจึงได้วินิจฉัยว่าย่อยยับทั้งสิ้น จึงได้สั่งเป่าแตรเลิกรบ เสือป่ารวมกองตั้งแถวข้างถนนไทรบุรีข้ามสพานคลองสำโรงมาทางทิศใต้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินตรวจพลผ่านแถว เสือป่าถวายวันทยาวุธแลไชโย เมื่อสุดแถวเสือป่าแล้วทรงรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่ตำหนักเขาน้อย

 

 

ตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา

 

 

          เวลาย่ำค่ำ ๒๐ นาที ผู้อำนวยการซ้อมรบแลกรรมการ และผู้นำทัพทั้ง ๒ ฝ่าย พร้อมด้วยนายเสือป่าที่คุมกองมาประชุมเฝ้ทูลละอองธุลีพระบาทที่ตำหนักเขาน้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประทับมุขตำหนักด้านตวันออก ผู้นำทัพทั้ง ๒ ฝ่ายกราบบังคมทูลคำสมมุตและคำสั่งแล้ว ผู้อำนวยการซ้อมรบกราบทูลข้อความที่ได้ฝึกหัดการซ้อมรบครั้งนี้เปนครั้งที่ ๒ ครั้งแรกอาศรัยนายทหารเรือเปนผู้ดำเนินการ แต่ครั้งหลังนี้ได้ทำการโดยลำพังเสือป่าเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชมเชยกองเสือป่าทั้ง ๒ มณฑล แลแสดงความพอพระราชหฤทัยเปนอันมาก นับว่าเปนกองเสนากองแรก (นอกจากกองเสนาหลวงและเสนากลาง) ที่ได้ฝึกหัดซ้อมรบตามลำพังเสือป่า และได้ทำการด้วยความอุตสาหชื่นบานอดทน รักษายุทธวินัยแขงแรงแลมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกันยิ่งนัก ถึงระเบียบการจะบกพร่องอยู่บ้างก็เปนการเล็กน้อยไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่ความพร้อมเพรียงเปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และทำการด้วยใช้สติปัญญาสามารถ เปนที่ไว้วางพระราชหฤทัยในกองเสนาปักษ์ใต้อย่างยิ่ง

 

          กรมเสือป่ามณฑลปัตตานีได้กราบถวายบังคมลากลับในคืนวันนี้ด้วย”   [๑๐]

 

 

 


[ ]  เรื่องเดียวกัน.

[ เรื่องเดียวกัน.

[ คืนวันจันทร์ที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘

[ อธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑลนครศรีธรรมราช นามเดิม ทองคำ กาญจนโชติ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาศรีธรรมราช

[ ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี นามเดิม (เป๋า สุมนดิษฐ์ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสุรพลนิพิธ

[ ต่อมาได้รับพระราชทานเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

[ นามเดิม ถั่ว อัศวเสนา

[ นามเดิม เล็ก โกมารภัจ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอัศวบดีศรีสุรพาหน

[ ปัจจุบันคือ อำเภอหาดใหญ่

[ ๑๐ สักขี. จดหมายเหตุระยะทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ ของสักขี ตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ถึงวันที่ ๕ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘, หน้า ๑๒๓ - ๑๒๘.

 

 

ก่อนหน้า  |  ๗๑  |  ๗๒  |  ๗๓  |  ๗๔  |  ๗๕  |  ๗๖  |  ๗๗  |  ๗๘  |  ๗๙  |  ๘๐  |  ถัดไป  |

บทความปัจจุบัน | บทความย้อนหลัง : ตอนที่ - ๒๐ | ๒๑ - ๔๐ | ๔๑ - ๖๐ | ๖๑ - ๘๐ | ๘๑ - ๑๐๐ | ๑๐๑ - ๑๒๐ | ๑๒๑ - ๑๔๐ |

| ๑๔๐ - ๑๖๐ | ๑๖๑ - ๑๘๐ | ๑๘๑ - ๒๐๐ | ๒๐๑ - ๒๒๐ | ๒๒๑ - ๒๔๐ | ๒๔๑ - ๒๖๐ |